สถิติ

เปิดเว็บ27/07/2012
อัพเดท13/06/2019
ผู้เข้าชม186346
เปิดเพจ196464
สินค้าทั้งหมด1799

สินค้าทั้งหมด

» สินค้าทั้งหมด (1799)

เฟอร์นิเจอร์

» เก้าอี้ทำผมผู้หญิง (นอก) (173)

» เก้าอี้บาร์เบอร์ (นอก) (61)

» เก้าอี้ช่าง (นอก) (45)

» เคาน์เตอร์กระจก (นอก) (96)

» เตียงสระผม (นอก) (53)

» เคาน์เตอร์แคชเชียร์ (นอก) (23)

» เก้าอี้ทำผมผู้หญิง (58)

» เก้าอี้บาร์เบอร์ (1)

» เก้าอี้ช่างและเก้าอี้ทำเล็บ (9)

» เตียงสระผม เตียงนวดหน้า เตียงนวดเท้า (30)

» โซฟา (13)

» ชั้นวางและเคาน์เตอร์ (25)

อุปกรณ์เสริมสวย

» อุปกรณ์ทำผม ดัดผม รีดผม (41)

» ตู้อบเซาวน่าไม้สน (12)

» ตู้อบไอน้ำสมุนไพร (4)

» อุปกรณ์เพ้นท์เล็บ ทำเล็บ และสปามือ สปาเท้า (83)

» กรรไกรตัดผม (42)

» อุปกรณ์เสริมสวย (หวี โรล ฯลฯ) (42)

» ปัตตาเลี่ยน (14)

» อุปกรณ์ต่อผม ดัดผม (8)

» เครื่องสักคิ้ว สักขอบปาก (18)

» มีดโกนและใบมีดโกน (4)

ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม

» ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม (262)

» ผลิตภัณฑ์ทำสีผม ยืดผม และ ดัดผม (235)

อุปกรณ์ลดน้ำหนักกระชับสัดส่วน,ทำหน้า,สปา

» อุปกรณ์กระชับทรวงอก (5)

» อุปกรณ์กระชับตัว (21)

» อุปกรณ์ทำหน้าและผิว (62)

» อุปกรณ์สปา (13)

ผลิตภัณฑ์สมุนไพร

» สมุนไพรนวลอนงค์ (21)

» WHITE HENNA (12)

» ว่านไทย (33)

» แคทเธอรีน (29)

» เลดี้ฟลาวเวอร์ (18)

» มุก สมุนไพร (16)

» เสน่ห์สาว (21)

เครื่องสำอางค์

» MTI (60)

» สกินแคร์ (12)

» กระเป๋าใส่เครื่องสำอางค์ (23)

หนังสือและตำราเสริมสวย,ทำเล็บ

» HAIR WORLD (8)

» HAIR STYLE (10)

» HAIR TREND (6)

» HAIR CHIGNON (2)

» HAIR TECHNIC (4)

» NAIL COLLECTION (2)

เครื่องประดับและชุดไทย วิกผม

» เครื่องประดับ RJS (28)

» วิกผมปลอม (23)

จดหมายข่าว

ระบุ Email เพื่อรับข่าวสาร

FANPAGE

หน้าแรก » เว็บบอร์ด » ไขข้อสงสัย กินไก่มากๆ ทำให้เป็น โรคเกาต์ ได้ จริงหรือไม่?

ไขข้อสงสัย กินไก่มากๆ ทำให้เป็น โรคเกาต์ ได้ จริงหรือไม่?

เจ้าของร้าน
134.196.71.xxx
20 เดือนที่แล้ว

QUOTE

12 มกราคม 2561/ 11:09 น. ,ผู้ชม 271

เชื่อว่าหลายคนคงต้องเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “เป็นเกาต์ ห้ามกินไก่เด็ดขาด!” อย่างแน่นอน เพราะเดี๋ยวอาการจะกำเริบ ว่าแต่จริงๆ แล้ว การทานไก่เนี่ยมันจะทำให้ โรคเกาต์ เป็นโรคเกาต์ หรือโรคเกาต์กำเริบได้จริงหรือ? ลองมาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันค่ะ

โรคเกาต์ เป็นโรคข้อที่เกิดจากภาวะกรดยูริกในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานจนตกตะกอน ทำให้เกิดโรคข้ออักเสบ ซึ่งโรคนี้รักษาหายขาดได้ หากได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมและต่อเนื่อง

อาการของโรค  แบ่งเป็น 3 ระยะ

1. ระยะข้ออักเสบเฉียบพลัน มักเกิดที่ข้อหัวแม่เท้า หรือข้อเท้า ข้อปวดบวมแดงรุนแรงใน 24 ชั่วโมงแรก หากไม่รักษาสามารถหายได้เองใน 5-7 วัน และส่วนใหญ่จะเป็นซ้ำๆ

2. ระยะไม่มีอาการ หลังจากข้ออักเสบหาย ผู้ป่วยจะไม่มีอาการใดๆ

3. ระยะเรื้อรัง หลังจากมีอาการซ้ำ 3-5 ปี ข้ออักเสบจะมีจำนวนมากขึ้น ลามมาที่ข้ออื่นๆ และเกิดก้อนจากผลึกของกรดยูริกขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ อาจแตกเห็นเป็นผงขาวนวลคล้ายชอล์ก

https://health.mthai.com/app/uploads/2018/01/gout.jpg

ว่าด้วยเรื่องของกรดยูริก

กรดยูริก ส่วนใหญ่ร่างกายสร้างเอง มีเพียงส่วนน้อยไม่ถึงร้อยละ 20 ที่ได้รับจากอาหาร คนปกติค่าในเลือดจะอยู่ในระดับไม่เกิน 7 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในเพศชายและหญิงวัยหลังหมดประจำเดือน ส่วนหญิงในวัยที่ยังมีประจำเดือนจะมีระดับไม่เกิน 6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ค่าที่สูงเกินกว่าระดับดังกล่าวถือว่ามีภาวะกรดยูริกสูง

ภาวะกรดยูริกสูงนี้สัมพันธ์กับภาวะอ้วน พันธุกรรมในครอบครัว ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ และยาแอสไพริน รวมถึงโรคร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง อาหารที่มีกรดยูริกสูง และเหล้าเบียร์ ดังนั้น ควรลดน้ำหนักตัว งดเหล้า-เบียร์ และ ลดปริมาณอาหารที่มีกรดยูริกสูงลง

คนที่มีระดับกรดยูริกสูงจนทำให้เกิดโรคมีเพียงร้อยละ 10-20 เท่านั้น โดยเป็นโรคเกาต์ และ/หรือ เป็นนิ่วในไต กลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการเท่านั้นที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา

อาหารที่ทำให้มีกรดยูริกสูง

ได้แก่ เหล้าและเบียร์ เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ไต สมอง และอาหารทะเล นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า อาหารประเภทที่มีไขมันสูง อาทิ ขนมปัง ขนมเค้ก น้ำหวาน และน้ำผลไม้ที่มีรสหวาน อาจเพิ่มระดับกรดยูริกในเลือดได้ ส่วนสัตว์ปีก และ สัตว์เนื้อแดงที่มีปริมาณไขมันน้อย ไม่จำเป็นต้องงด ยกเว้นในผู้ป่วยรายที่มีประวัติว่ามีการกำเริบชัดเจนหลังรับประทานอาหารดังกล่าว สำหรับอาหารมังสวิรัติและผักส่วนใหญ่มีปริมาณกรดยูริกค่อนข้างน้อย สามารถรับประทานได้ตามปรกติ

https://health.mthai.com/app/uploads/2018/01/gout-food.jpg

ยาที่ใช้รักษา มี 2 กลุ่มใหญ่

1. ยาควบคุมอาการข้ออักเสบ เพื่อป้องกันการกำเริบของข้ออักเสบ ได้แก่ ยาโคลชิซีน และ ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ควรให้ในระยะสั้นจนข้ออักเสบหายดี โดยแพทย์จะพิจารณาให้ในขนาดที่เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย เนื่องจากอาจมีข้อห้ามในผู้ป่วยบางราย ยาในกลุ่มนี้ โดยเฉพาะยาโคลชิซีน สามารถให้ในขนาดต่ำ เพื่อลดและควบคุมการกำเริบของข้ออักเสบในระยะยาว จนกว่าจะคุมระดับกรดยูริกในเลือดได้

2. ยาควบคุมระดับกรดยูริก ประกอบด้วย ยาลดการสร้างกรดยูริก ที่สำคัญได้แก่ ยาอัลโลพิวรินอล และยาเพิ่มการขับกรดยูริกทางไต ได้แก่ ยาโปรเบ็นนาซิด, ยาเบนโบรมาโรน และยาซัลฟินไพราโซน แพทย์จะเริ่มยากลุ่มนี้เมื่อข้ออักเสบหายดี และปรับขนาดยาจนคลุมระดับกรดยูริกในเลือดได้ในระดับ 5-6 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โดยจะให้ยาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ การใช้ยาจึงควรใช้อย่างระมัดระวัง และเลือกใช้เฉพาะรายโดยแพทย์เฉพาะทาง เนื่องจากมีผลข้างเคียงและอาจมีผลกระทบต่อระดับยาบางชนิดได้

อย่างไรก็ตาม การรักษาตั้งแต่ระยะแรกของโรคจะได้ผลการรักษาดีมาก หากเริ่มรักษาช้า ต้องอาศัยระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อให้ได้ผลดีและก้อนยุบลง ข้ออักเสบจะหายได้และก้อนตะปุ่มตะป่ำจะยุบราบเป็นปกติได้

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยมีดังนี้

– พบแพทย์แพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อติดตามผลการรักษา

– หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ได้แก่ การหยุดยาเอง/รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ ดื่มเหล้าเบียร์ ในรายที่อาหารที่มีกรดยูริกสูงบางชนิดที่กระตุ้นการกำเริบของโรค ควรหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว การนวด/บีบข้อ เป็นต้น

– รักษาโรคร่วมและดูแลสุขภาพ ที่สำคัญได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันสูง โรคหัวใจ นิ่วไต โรคอ้วน และควรงดสูบบุหรี่

– ไม่ห้ามอาหารใดๆ ยกเว้นในบางรายที่มีข้ออักเสบ เมื่อรับประทานอาหารบางชนิด แนะนำหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าวชั่วคราว แต่เมื่อคุมระดับกรดยูริกได้แล้ว จะรับประทานอาหารได้ทุกประเภท

คราวนี้ก็คงสบายใจได้แล้วเนอะ ว่าการทานไก่จะทำให้เป็นโรคเกาต์หรือเปล่า? แต่สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงคือ ควรทานอยู่ในปริมาณพอดี รวมถึงเลือกรับประทานอาหารที่ให้ประโยชน์กับร่างกายสูงสุด จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดนะจ๊ะ

ที่มา : ผศ.พญ.อัจฉรา  กุลวิสุทธิ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ตอบกระทู้

ชื่อ
อีเมล์
ข้อความ